ภาษาบาลี… จริง ๆ แล้วไม่ใช่ภาษา?


วันนี้ผมอยากชวนทุกท่านมาทำความรู้จักกับสิ่งที่เราเรียกกันติดปากว่า “ภาษาบาลี”

ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในการถ่ายทอดคำสอนทางพุทธศาสนามาจนถึงปัจจุบัน


คำถามที่ผมอยากชวนตั้งต้นคือ

ภาษาบาลีในความเข้าใจของเราทุกวันนี้ เป็น “ภาษา” มาแต่เดิมจริงหรือไม่?

หรือแท้จริงแล้ว บาลีมีที่มาและบทบาทแตกต่างจากความเข้าใจทั่วไปเล็กน้อย


ก่อนอื่นต้องขอเรียนให้ชัดเจนว่า สิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นการอธิบายเชิงประวัติศาสตร์และภาษาศาสตร์

ซึ่งอาศัยการสืบค้นจากหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน และการคาดการณ์ของนักประวัติศาสตร์และนักภาษาศาสตร์

บางประเด็นยังอยู่ในระหว่างการถกเถียง และไม่มีข้อสรุปที่ยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์


พุทธะกับโลกแห่งภาษาพูด

หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ

เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หรือที่เราเรียกสั้น ๆ ว่า “พุทธะ”

ท่านใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในเขตบริเวณที่เรียกว่าแคว้นมคธ

และออกเดินทางเผยแผ่คำสอนไปยังพื้นที่ใกล้เคียง และบางครั้งก็ไกลออกไปจากแคว้นนั้น


ในการเดินทางแต่ละครั้ง พุทธะต้องพบปะกับผู้คนหลากหลายชนชั้น

ตั้งแต่ทาส กรรมกร ชาวบ้าน คนยากจน

ไปจนถึงเศรษฐี กษัตริย์ ราชวงศ์ กบฏ โจร ฆาตกร

รวมถึงผู้ที่อยู่ชายขอบของสังคม เช่น คนเก็บขยะ หรือคนเก็บศพ


ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความหลากหลาย

ทั้งในแง่ของสำเนียง และในบางพื้นที่อาจแตกต่างกันถึงขั้นเป็นคนละภาษา


เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจคำสอนได้อย่างแท้จริง

พุทธะย่อมต้องปรับถ้อยคำ วิธีพูด และบริบท

ให้สอดคล้องกับภูมิภาคและผู้คนที่อยู่ตรงหน้า


อินเดีย: ดินแดนแห่งความหลากหลายทางภาษา

ประเทศอินเดียในปัจจุบัน ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางภาษามากที่สุดในโลก

มีภาษาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการมากกว่า 121 ภาษา

และจากการสำรวจภาคสนาม พบว่ามีภาษาพูดและสำเนียงท้องถิ่นรวมกันมากกว่า 1,600 ภาษา


หากในยุคปัจจุบันยังมีความหลากหลายเช่นนี้

ก็เป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่งที่จะคาดการณ์ว่า

เมื่อย้อนกลับไปกว่า 2,600 ปีที่แล้ว ความหลากหลายทางภาษาน่าจะยิ่งสูงกว่านี้อีกมาก


โลกที่ยังไม่มีการเขียน

ในยุคพุทธกาล ยังไม่มีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นระบบ

การถ่ายทอดความรู้จึงอาศัย “การท่องจำ” และ “การส่งต่อปากต่อปาก” เป็นหลัก


เมื่อไม่มีการเขียน

ศัพท์ใหม่ สำเนียงใหม่ และการเปลี่ยนแปลงทางภาษา

ย่อมเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็ว


ไม่ต่างจากปัจจุบันที่เรามีคำสแลงหรือศัพท์วัยรุ่น

ซึ่งไม่สามารถบันทึกลงในพจนานุกรมได้ทันที

ในอดีต เมื่อยังไม่มีพจนานุกรม

ทุกคนจึงทำหน้าที่เป็นพจนานุกรมแทน


คำสอนที่ถูกส่งต่อรุ่นแล้วรุ่นเล่า

ย่อมมีความเสี่ยงที่จะ “เพี้ยน” หรือ “กลายพันธุ์” หากไม่มีการควบคุมมาตรฐาน


ความท้าทายหลังการปรินิพพาน

หลังจากพุทธะปรินิพพาน

คำสอนถูกเผยแพร่ออกไปในหลายเมือง หลายแคว้น

โดยสาวกที่มาจากพื้นเพและภาษาที่แตกต่างกัน


ลองจินตนาการว่า

พระจากภาคเหนืออู้กำเมือง

พระจากภาคอีสานเว้าลาว

พระจากสุรินทร์หรือบุรีรัมย์อาจใช้ทั้งอีสานและเขมร

ลงใต้ก็แหลงใต้

ภาคกลางบางพื้นที่ก็มีสำเนียงเหน่อ


หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปในระยะยาว

คำสอนย่อมมีความเสี่ยงที่จะไม่คงที่ และคลาดเคลื่อนไปจากเดิม


การสังคายนา และการเกิดขึ้นของ “บาลี”

ด้วยเหตุนี้ คณะสงฆ์ยุคแรกจึงรวมตัวกัน

เพื่อทำสิ่งที่เราเรียกว่า “สังคายนาครั้งที่หนึ่ง”


เป้าหมายไม่ใช่การสร้างคำสอนใหม่

แต่เป็นการ ตรวจสอบ ยืนยัน และจัดมาตรฐานคำสอนที่มีอยู่แล้ว


ใครได้ยินอย่างไร ก็มาเล่าให้ฟัง

มาสอบทาน มาตรวจสอบ และยืนยันร่วมกัน

จากนั้นจึงกำหนดว่า พระสูตรนี้ควรกล่าวอย่างไร

ใช้ถ้อยคำใด เป็นมาตรฐานเดียวกัน


การบันทึกในช่วงแรกยังไม่ใช่การเขียน

แต่เป็นการสร้างมาตรฐานเพื่อให้ท่องจำเหมือนกัน

และส่งต่อรุ่นสู่รุ่นอย่างแม่นยำ


สิ่งที่ถูกจัดมาตรฐานนี้เอง

ถูกเรียกว่า “ปาลี” หรือ “บาลี”


บาลีหมายความว่าอะไร?

ในเชิงภาษาศาสตร์และประวัติศาสตร์

นักวิชาการจำนวนหนึ่งเข้าใจว่า คำว่า “บาลี”

ไม่ได้หมายถึงภาษาในความหมายสมัยใหม่ตั้งแต่ต้น


แต่หมายถึง บรรทัด - ข้อความต้นฉบับ - เนื้อหาหลักที่เป็นมาตรฐาน

คล้ายกับการแยกระหว่าง “ตัวบทหลัก” กับ “คำอธิบาย”


หากเทียบกับปัจจุบันก็อาจคล้ายกับการบอกว่า “นี่คือข้อความรัฐธรรมนูญ” มากกว่าการตั้งชื่อภาษา


เมื่อเวลาผ่านไป เนื้อหาที่ถูกจัดมาตรฐานนี้ มีโครงสร้าง มีไวยากรณ์ และถูกใช้ซ้ำอย่างต่อเนื่อง

เราจึงเรียกมันว่า “ภาษาบาลี” ซึ่งก็ไม่ถือว่าผิดในบริบทปัจจุบัน


คำถามที่ยังเปิดอยู่

หลายคนอาจสงสัยว่า

ในเมื่อไม่มีการเขียน

เขาจดจำกันได้อย่างไร

และรักษาความแม่นยำไว้ได้อย่างไร


คำตอบคือ

การท่องจำในสมัยนั้นเป็น “ทักษะเฉพาะทาง”

มีการฝึกฝนตั้งแต่วัยเด็ก

และเป็นบทบาททางสังคมอย่างจริงจัง


รายละเอียดในส่วนนี้

ผมจะขอเล่าเพิ่มเติมในตอนถัดไป


คำอธิบายเชิงวิชาการ (Academic Disclaimer)

หมายเหตุเชิงวิชาการ:

บทความนี้เป็นการนำเสนอเชิงประวัติศาสตร์และภาษาศาสตร์

โดยอ้างอิงจากงานวิจัยด้านพุทธศาสนศึกษาและภาษาศาสตร์อินโด-อารยัน


หลายประเด็นเกี่ยวกับที่มาและสถานะของ “บาลี”

ยังเป็นหัวข้อที่นักวิชาการถกเถียงกันอยู่

และไม่มีข้อสรุปที่ยืนยันได้แน่ชัดร้อยเปอร์เซ็นต์


บทความนี้จึงแยกให้ชัดเจนระหว่าง

“ข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานรองรับ”

กับ “สมมติฐานที่ได้รับการยอมรับในวงวิชาการระดับหนึ่ง”


จุดประสงค์คือการให้กรอบความเข้าใจ

ไม่ใช่การนิยามคำสอนใหม่ หรือขัดแย้งเชิงศาสนา


เชิงอรรถและคำอธิบายเพิ่มเติม

บาลีกับภาษา

นักวิชาการหลายท่านอธิบายว่าบาลีเป็นภาษาวรรณกรรม (literary language)

ที่ใช้เป็นสื่อกลางในการรักษาคำสอน มากกว่าจะเป็นภาษาพูดของกลุ่มชาติพันธุ์ใดกลุ่มหนึ่ง


บาลีกับอรรถกถา

ในคัมภีร์อธิบาย มักใช้คำว่า “บาลี” เพื่อหมายถึงตัวบทหลัก

และแยกออกจาก “อรรถกถา” ซึ่งเป็นคำอธิบายภายหลัง


การถ่ายทอดแบบมุขปาฐะ

การสวดร่วม การท่องจำเป็นหมู่ และการตรวจสอบร่วม

เป็นเทคนิคที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอินเดียโบราณ

ทั้งในพุทธศาสนาและคัมภีร์พระเวท


เอกสารอ้างอิง



Oskar von Hinüber, A Handbook of Pāli Literature

K. R. Norman, Pāli Literature and Buddhist Transmission

Rupert Gethin, The Foundations of Buddhism

Johannes Bronkhorst, Greater Magadha



บทความโดย กฤษณะ กำธร 20 มกราคม 256​9